ว่าด้วยงานล่ามภาษาญีุ่ปุ่นแบบคอมโบ เอ็นทรี่เดียวคุ้ม!!
posted on 11 May 2009 11:29 by monboy01 in Japanese
วันนี้ตื่นมาก็เปิดไปดู entry เกี่ยวกับงานล่ามภาษาญี่ปุ่น
ที่เขียนไว้ตอนแว่บไปสถิตที่ kokoronashi.exteen.com
และเห็นว่ามีหลายอันที่น่าจะมีประโยชน์ แต่เนื่องจากบล็อกนั้นปิดตัวไปแล้ว
เพราะคนเขียนบล็อกมันกลับมานั่งเสนอหน้าอยู่บล็อกนี้แทน
จึงขอย้ายข้อเขียนที่เกี่ยวกับงานล่ามภาษาญี่ปุ่นมาหากินอีกครั้ง
แบบรวดเดียวจุก เอ้ย จบ ในเอ็นทรี่นี้ไปเลยก็แล้วกัน
ว่าด้วยงานล่ามภาษาญี่ปุ่น
ล่ามคืออะไร...
ล่าม คือ ชื่อของอาชีพอาชีพหนึ่ง มีหน้าที่แปลภาษาจากภาษาหนึ่งสู่อีกภาษาหนึ่ง โดยในที่นี้จะพูดถึงแต่ล่ามญี่ปุ่น เพราะเจ้าของบล็อกไม่เคยเป็นล่ามภาษาอื่น (__ __")
ล่ามมีกี่ประเภท...
แบ่งอย่างเป็นทางการ คือ สองประเภท ได้แก่
1. ล่ามพูดพร้อม...เช่น ขณะที่คนญี่ปุ่นเริ่มอ้าปากพูด ล่ามก็จะแปลไล่ ๆ กันไปด้วยสปีดที่สูสีและความถูกต้องระดับเทพ...
2. ล่ามพูดสลับ...เช่น คนญี่ปุ่นพูด...แล้วหยุด...ล่ามก็แปลเป็นไทย...แล้วก็หยุด...แล้วคนญี่ปุ่นก็พูด...วนไปเรื่อย ๆ
(แต่ถ้าแบ่งอย่างไม่เป็นทางการ จะมีประเภทที่สาม...คือ ล่ามดำน้ำ...ซึ่งได้แก่เจ้าของบล็อกนี้นั่นแล... - - )
ทำไงจะได้เป็นล่าม
ก็ต้องมีความรู้ในภาษาอย่าง น้อยสองภาษา ในระดับที่พอใช้ได้ หรือ ดีมากไปเลย เพื่อจะได้แปลได้อย่างสุดยอด เทพ เหนือเซียน ดูแล้วเก่งเหมือนซูเปอร์ไซย่า
เรียนอะไรล่ะ
ในกรณีล่ามภาษาญี่ปุ่น ก็สามารถเรียนได้ตามสถาบันสอนภาษาที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัย หรือเรียนได้ด้วยตนเอง อาจจะซื้อหนังสือมาอ่านเล่นที่บ้านก็ได้ หรือจะเข้าไปเรียนเป็นวิชาเอก เช่น เอกภาษาญี่ปุ่น หรือเข้าคณะภาษาศาสตร์แล้วไปแยกอีกทีก็ได้...(น่าจะใช่นะ)
แล้วจะรู้ได้ไงว่าเก่งพอจะเป็นล่ามได้แล้ว
สำหรับ ภาษาญี่ปุ่น เค้าจะมีการทดสอบที่เป็นมาตรฐานระดับโลก หนึ่งปีมีครั้งเดียว ราว ๆ เดือนธันวาคม ที่เรียกกันว่า สอบวัดระดับ โดยที่ทำกันมาจนถึงปีล่าสุด จะมีสี่ระดับ เรียงจากง่ายสุดไปยากสุด คือ 4 3 2 1 โดยจะเลือกสอบได้เพียงครั้งละหนึ่งระดับเท่านั้น ส่วนจะสอบระดับไหนนั้น อยู่ที่เราจะเลือกสมัคร จะเรียงไปทีละระดับหรือสอบจาก 1 มา 2 มา 3 และ 4 ก็ได้ ตามใจ...และหากสอบผ่านระดับคะแนนที่กำหนดไว้ก็จะได้ใบประกาศมาเก็บไว้เป็นสิริมงคลกับตน เองต่อไป ซึ่งในปัจจุบันตามประกาศรับสมัครงาน ก็มักจะรับตั้งแต่คนที่ได้ระดับสามเป็นอย่างน้อย ส่วนระดับสี่นั้น ไม่รู้จะมีไว้ทำไมเหมือนกัน เพราะไม่เคยเห็นรับสมัครซักที...หรืออาจจะเอาไว้ให้เป็นก้าวแรกที่น่ารักสำหรับคนเรียนภาษาญี่ปุ่นก็เป็นได้
หมายเหตุ เกี่ยวกับเรื่องสอบวัดระดับ แนะนำให้อ่านเพิ่มเติมนิดหน่อยเพื่อสร้างกำลังใจได้ที่...
"ไม่ได้ไปเรียนที่ญี่ปุ่น ก็ผ่านระดับหนึ่งได้ (- -)v"
นะจ๊ะ
แล้วเงินเดือนล่ามล่ะ ดีมั้ย
เงินเดือนล่ามเมื่อเทียบ กับเด็กจบใหม่รุ่นราวคราวเดียวกันในสาขาอื่น ต่อให้เกรดเค้าดีกว่าก็ยังไม่แน่ว่าจะได้เท่ากันหรือสูงกว่าล่าม เพราะล่ามเงินเดือนค่อนข้างสูง ระดับสามบางคนได้เริ่มต้นสองหมื่นก็มี ส่วนระดับสองก็อาจได้เริ่มที่สองหมื่นกว่าเกือบสามหมื่น ส่วนระดับหนึ่งก็เริ่มที่สามหมื่นได้เป็นอย่างน้อย...และแน่นอนว่าถ้า ประสบการณ์งานยิ่งมาก ยิ่งเรียกได้มาก บวกกับลักษณะการจ้างงาน ยิ่งไปกันใหญ่ เงินเดือนหกเจ็ดหมื่นไม่ไกลเกินเอื้อม แค่พยายามเก่งขั้นเทพให้ได้ก็ได้แล้ว...อ้อ ลักษณะการจ้างงานล่ามจะมีสองแบบ คือ จ้างเป็นพนักงานประจำ สวัสดิการล้านแปด แต่เงินเดือนน้อย กับเป็นสัญญาจ้าง เป็นชั่วโมง เป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี (ไม่ค่อยมีนะอันนี้) จะได้เงินเยอะ แต่สวัสดิการบ๋อแบ๋ หลาย ๆ ที่ไม่จ่ายโบนัสให้ล่ามสัญญาจ้าง (คอนแทรค) อีกตะหาก...
ข้อดีของงานล่าม
1. เลิกงานก็เลิกกัน...กลับบ้านไปนอนหลับสบาย ยกเว้นถ้ามีมีตติ้งที่ต้องเตรียมตัว ที่จะยาก ๆ หน่อยก็ต้องหาคำศัพท์เตรียมเอาไว้ (เหมือนเก็งข้อสอบ) ซึ่งนาน ๆ จะมีที
2. เปลี่ยนงานง่าย...เพราะคล่องตัวสูง ไม่มีพันธะอะไรมากนัก ออกได้ทันทีถ้าบริษัทไม่รั้งไว้ เพราะไม่ต้องส่งต่องานเหมือนตำแหน่งอื่น ๆ
3. เงินเดือนดี...ยิ่งย้ายบ่อยก็เรียกเงินเดือนอัพขึ้นได้เรื่อย ๆ แน่นอนว่าการปรับเงินเดือนประจำปีของบริษัทที่ขึ้นให้แค่พันสองพันน่ะเทียบ ไม่ติด
4. ไม่กดดัน...เพราะเวลาเค้าด่ากันก็ไม่เกี่ยวกับเรา เค้าไม่ได้ด่าเราสักหน่อย ถ้าคิดได้อย่างนี้ก็สามารถแปลได้อย่างไม่สะทกสะท้าน เค้าจะต่อยกันก็ไม่เกี่ยว ยืนแปลห่าง ๆ ก็พอ พอจะต่อยกันก็เปลี่ยนไปเป็นพากษ์มวยแทนซะเรย...
ข้อเสียของงานล่าม
1. เงินเดือนตัน...ล่ามบางคนถ้าพัฒนาไปไม่มากพอ เป็นได้แค่ซูเปอร์ไซย่าร่างแรก ก็จะเรียกเงินเดือนได้กระด๊อกกระแด๊ก อาจจะเงินเดือนสูงเมื่อเริ่มต้น แต่พอนาน ๆ ไปก็เรียกมากไม่ได้แล้ว เพราะอายุมากขึ้นแต่ความสามารถพอ ๆ กับของเดิม...
2. ย้าย งานบ่อย...เพราะต้องการอัพเงินเดือน เลยต้องย้ายไปย้ายมา บางคนย้ายสามบริษัทภายในปีเดียวก็มี (เพื่อนผมเอง -*- ) ทำให้ดูไม่ค่อยมีความจงรักภักดีกับบริษัทเท่าไรนัก...แต่ถ้าใครไม่แคร์...ก็ ไม่เป็นไร
3. น่าเบื่อ...เพราะพูดแต่เรื่องชาวบ้าน ไม่ได้เกี่ยวกับเราซักกะนิด บางทีไปกินข้าว แทนที่จะได้นั่งแด๊กส์เงียบ ๆ กลับโดนสะกิดแปลยิกๆๆๆๆๆๆๆๆๆ บางทีง่วง ๆ จะหาวก็ไม่ได้ ต้องนั่งแปลๆๆๆๆ น่าเบื่อออก -*-
4. กดดัน(อ้าวไหงตะกี้บอกว่าไม่กดดัน -*- ) เมื่อต้องแปลเวลาเค้าด่าพ่อล่อแม่กัน หรือแปลในสถานการณ์ตึงเครียด ล่ามจะไม่สามารถชิ่งไปไหนได้...สำหรับคนที่รับจุดนี้ไม่ได้ก็คงแปลไปเศร้า หัวใจไป... ดีไม่ดีเค้ากำลังโมโห พอแปลไม่ได้ ไม่ทันใจ ก็โดนด่า ไปร้องไห้ในห้องน้ำอีก -*-
5. ไม่มีการเติบโตในหน้าที่การงาน ... ล่ามส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้เป็น manager, assistant manager เพราะตำแหน่งจะเป็น Interpreter อยู่อย่างนั้น อย่างมากก็ได้เป็นหัวหน้าล่ามอะไรทำนองนั้น...นอกจากจะย้ายไปทำงานแนว Japanese Speaking เช่น ทำงานตำแหน่งอื่น แต่ใช้ภาษาญี่ปุ่นในการติดต่อกับคนญี่ปุ่น ก็มีเยอะแยะตาแป๊ะก๊วย...ลองค้นคว้าดูละกันนะ
การเป็นล่ามนี่ จำเป็นมั้ยว่า ต้องจบทางด้านภาษามาโดยตรง (อย่างคณะอักษรศาสตร์)
ในกรณีของล่ามภาษาญี่ปุ่น นั้น ไม่จำเป็นครับ เพราะไม่ว่าจะจบปริญญาสาขาไหนมาก็ตาม คุณก็มีสิทธิไปเรียนเพิ่มเติมและไปสมัครสอบวัดระดับความสามารถได้ทุกคน... แถมการจบบางสาขานั้น เมื่อนำความรู้ในสาขาที่เรียนจบมาฟิวชั่นกับทักษะทางภาษาญี่ปุ่นแล้ว จะทำให้เรามีคุณสมบัติที่โดดเด่นมากขึ้น พร้อมกับเงินเดือนที่(น่าจะ)มากตามไปด้วย...เพราะเราจะมีความเข้าใจใน เนื้อหางานบางส่วนได้ดีกว่าล่ามธรรมดา เพราะส่วนใหญ่แล้ว ล่ามที่จบสายภาษาโดยตรงจะมีแค่ความรู้ทางภาษาเท่านั้น...
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณจบบัญชี แต่ทำงานเป็นล่าม ย่อมแปลประชุมของแผนกบัญชีได้ดีกว่าล่ามที่จบด้านภาษาอย่างเดียวอยู่แล้ว (ผมเคยตายในหน้าที่มาแล้วครับ ตอนประชุมประจำเดือน เมื่อวานนี้เอง...แปลรายงานของแผนกบัญชีแล้วใบ้กิน ไม่รู้เนื้อหา คำศัพท์ แถมตัวเลขหลักร้อยล้าน ใบ้กินไปเลย TAT )
การจบสายภาษาอาจมีผลเฉพาะในการศึกษาต่อปริญญาโท ขอทุน หรือการสมัครเป็นอาจารย์สอนภาษาในสถาบันของรัฐน่ะครับ
แถม...ตามประกาศรับสมัครงานล่าม มักจะระบุสองสามอย่างคล้าย ๆ กัน คือ
- เพศหญิง/ชาย (และอื่น ๆ (!?) )
- วุฒิ...ปริญญาตรี (ไม่ระบุสาขา)
- ความสามารถทางภาษาญี่ปุ่น (ระดับ 3-2-1)
ย้ำอีกครั้ง...ว่าตอบในกรณีล่ามภาษาญี่ปุ่นเท่านั้นนะครับ ล่ามภาษาอื่นไม่แน่ใจง่ะ (__ __")a
หรือการที่ไปอยู่เมืองนอก
หรือโตเมืองนอก ที่มีโอกาสได้ใช้ภาษาในชีวิตประจำวันมากกว่า
จะได้เปรียบกว่ายังไง หรือทั้งสองแบบนี้มีข้อแตกต่างกัน
ได้เปรียบเสียเปรียบกันยังไง
ขอแบ่งเป็นสองส่วนนะครับ
ด้านประสบการณ์
การไปอยู่เมืองนอกที่เป็น ประเทศเจ้าของภาษาที่เราเรียนอยู่นั้น ย่อมได้เปรียบในหลาย ๆ อย่าง เพราะจะได้เรียนรู้ทั้งวัฒนธรรม ประเพณี สภาพแวดล้อม สังคม การใช้ชีวิต ฯลฯ...ซึ่งประสบการณ์ตรงเหล่านี้ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในงานล่ามได้อย่างแน่นอน...แต่ไม่ได้หมายความว่าคนไม่ เคยไปเมืองนอกจะเป็นล่ามไม่ได้นะครับ...
เพราะอย่างผมเองก็เคยไป ญี่ปุ่นแค่เดือนเดียว ความรู้ด้านสังคม วัฒนธรรม ประเพณี ฯลฯ เกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นใกล้เคียงศูนย์...(__ __")a แต่ก็ยังเป็นล่ามได้ เพราะเวลาแปล ก็แปลเกี่ยวกับงาน แปลเรื่องที่อยู่ในโรงงานเท่านั้นเองครับ...
แต่!!! ถ้าต้องเป็นล่ามพาเจ้านายหรือพนักงานคนไทยไปเมืองนอก การที่เราเคยอาศัยอยู่ประเทศนั้น ๆ มาก่อนย่อมสร้างความได้เปรียบในการทำงานอย่างแน่นอนครับ ^^
ด้านทักษะทางภาษา
แน่นอนว่าไปอยู่ต่างประเทศ ถ้าไม่เอาแต่สุงสิงกับคนไทยด้วยกันเองแล้วล่ะก็ ต้องเก่งขึ้นอย่างแน่นอน จะเก่งมากเก่งน้อยก็ขึ้นอยู่กับปริมาณการพูดว่าเป็นคนพูดมากหรือพูดน้อย การฟัง-พูด ของคนที่เคยไปอยู่ต่างประเทศส่วนใหญ่จะดีกว่าคนที่ไม่เคยไปอยู่แล้วครับ แต่คนที่ไม่เคยไป ถ้าอยู่ที่ประเทศไทย ก็เก่งได้ ด้วยการฝึก ฝึก ฝึก แล้วก็ฝึก เช่น ฟังเพลง ดูหนัง ดูอนิเม แล้วฝึกพูดตามบ่อย ๆ ครับ (แต่ผมก็ไม่เคยทำนะ ผมมันคนขี้เกียจ TAT )
ส่วนทักษะด้านการเขียน การอ่าน นั้นไม่เกี่ยวกับสถานที่ครับ ขึ้นอยู่กับความพยายามของแต่ละบุคคล อยู่ที่ไหนก็เก่งได้ถ้าขยัน เพราะเดี๋ยวนี้หนังสือหรือเว็บไซต์ภาษาต่างประเทศมีมากมาย อยู่ที่การไขว่คว้าครับ ^^
เพราะงั้นถ้าถามว่าเสีย เปรียบหรือได้เปรียบกันอย่างไร...ถ้าเป็นด้านภาษา ก็คงเป็นเรื่องสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการฝึกฝนต่างกันนั่นแหละครับ... คนที่อยู่ต่างประเทศ มีสื่ออยู่รอบตัว (ผู้คน, โทรทัศน์, วิทยุ, ป้ายประกาศ, หนังสือ, ฯลฯ) แต่คนที่อยู่ประเทศไทย ต้องไขว่คว้าหาสื่อ...ที่เหลือก็ต้องวัดกันที่ความพยายามล่ะครับ ^^ แต่หากดูด้านประสบการณ์...คนที่อยู่เมืองนอกจะได้เปรียบนะครับ เช่น เวลาสมัครงาน...หากความสามารถทางภาษาเท่ากัน (หมายถึงดูจากเอกสาร...เช่น...ใบสอบวัดระดับ ได้ระดับสองเท่ากัน...) คนที่เคยไปอยู่เมืองนอกมาย่อมสะดุดตามากกว่าครับ
แล้วถ้าเปรียบเทียบการเป็นล่าม กับการเป็นคนแปลหนังสือหรือแปลเอกสาร มีข้อแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหนยังไง
คนเป็นล่ามจะต้องฟัง ทำความเข้าใจ แล้วพูดออกมาเป็นภาษาของตนเอง (อาจมีเวลาเปิดพจนานุกรมหาคำศัพท์ได้ในบางกรณี แต่ส่วนใหญ่จะต้องแปลไปก่อน แล้วค่อยมาค้นหาคำศัพท์ทีหลัง) บางงานที่มีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้า รู้ว่าจะต้องแปลเกี่ยวกับอะไร หรือได้รับเอกสารมาก่อน ก็สามารถเตรียมคำศัพท์ที่คิดว่าจะต้องใช้ รวมถึงคำศัพท์ที่ไม่เข้าใจเอาไว้ก่อนได้ (เหมือนเก็งข้อสอบนั่นแหละครับ)
ส่วนคนแปลหนังสือ แปลเอกสาร จะต้องอ่านต้นฉบับภาษาต่างประเทศ จากนั้นก็ค้นหาความหมายของคำศัพท์ที่ไม่เข้าใจ (ซึ่งคนแปลหนังสือและเอกสารก็จะมีเวลาหาคำศัพท์ ค้นคว้าข้อมูลได้มากกว่า) จากนั้นก็ทำความเข้าใจในเนื้อหา แล้วเรียบเรียงออกมาเป็นภาษาของตนเอง
แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับงานทั้งสองแบบก็คือ ความถูกต้องในการแปลนั่นเอง ^^
หมายเหตุ เกี่ยวกับการแปลหนังสือการ์ตูน ลองอ่านได้ที่
“ว่าด้วยขั้นตอนการทำงานแปลหนังสือการ์ตูน”
นะจ๊ะ
- เวลาประชุมกัน ตอนไหนควรจะแปล ตอนไหนควรจะเงียบ (มีผู้จัดการพูดญี่ปุ่นได้ แปลแทนหมดเลย แต่คนญี่ปุ่นก็มักจะถามเวลาคนไทยคุยกันว่าคุยอะไรกัน แต่ผู้ถามเองก็เป็นล่ามมือใหม่ ยังแปลได้ไม่คล่อง)
...กรณีที่มีคนแปลแทนแทบทุกอย่าง ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ล่าม...ถ้าเป็นไปได้อย่าไปใส่ใจเรื่องนั้น แต่ให้ตั้งใจฟังว่าเขาใช้คำศัพท์แบบไหนในการพูดคุย เพราะคำศัพท์ที่ใช้ในแต่ละบริษัทมักจะวนไปเวียนมา จะลำบากแค่ตอนเข้าไปใหม่ ๆ แต่ถ้าทำงานไปได้พักหนึ่ง จำศัพท์ได้ก็สบาย
...แอบสังเกตว่าคนแปล(ที่แปลแทนเรา จะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม) แปลถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ ผิดพลาดตรงไหน นำข้อดีมาเลียนแบบ นำข้อเสียมาปรับปรุงตัวเองซะ
...สำหรับ Timing ในการแปล ... ถ้าเป็นการประชุมส่วนใหญ่ ในตอนเริ่มต้น มักจะผลัดกันพูด ผลัดกันฟัง อันนี้ไม่มีปัญหา พอผู้พูดหยุดพูด เราก็แปลไป ... แต่พอประชุมไปได้สักพัก ก็จะเริ่มคุยกันเอง เริ่มไม่รอกัน ตรงนี้ให้รอจนกว่าจะเงียบเสียง แล้วค่อยแปลสรุปไปว่าเมื่อกี้ใครพูดอะไรบ้าง ไม่ต้องครบทุกพยางค์ แต่ให้ครอบคลุมทุกเนื้อหาก็พอ
...แต่ถ้าเป็นล่ามในที่ประชุมให้คนญี่ปุ่นแค่คนเดียวฟัง เมื่อเจอกรณีนกกระจอกงอกง่อยแตกรัง (ภาวะยุ่งเหยิงและเริ่มสูญเสียระเบียบในการประชุม) ก็ต้องฟังและสังเกตดูว่าสิ่งที่คนไทยกำลังคุยกันมันควรค่ากับการแปลมากน้อย แค่ไหน ถ้าไม่มีสาระอะไรเลย ก็บอกคนญี่ปุ่นไปว่าเขาคุยเกี่ยวกับเรื่องอะไรอยู่ก็พอ แต่ถ้าเป็นเรื่องสำคัญ ก็แปลให้ครบถ้วนมากขึ้นหน่อย (อันนี้ต้องใช้วิจารณญานเจ๋อคิดแทนญี่ปุ่นนิดหน่อย แต่ขืนแปลหมดไม่กลั่นกรองมีหวังเหนื่อยตาย แถมน่าเบื่ออีก เพราะแปลแต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง) ไม่ต้องกังวลว่าต้องแปลให้ครบ จะประสาทกินแถมเสียสมาธิเปล่า ๆ แปลไปให้คนญี่ปุ่นฟังเรารู้เรื่องก่อน แล้วถ้าเขาไม่เข้าใจเนื้อหา เดี๋ยวก็ถามเรา ให้เราถามคนไทยอีกทีเองแหละ
- resume ภาษาญี่ปุ่นจำเป็นต้องใช้ในการสมัครงานมั้ย
...จำเป็นสำหรับบริษัทที่อยากดูครับ ยังไงก็มีติดตัวไว้ดีกว่า อีกอย่าง เรียนภาษาญี่ปุ่นมาทั้งที ลงทุนเขียนหน่อยน่า ที RESUME ภาษาอังกฤษยังเขียนกันได้เลย -*- อ้อ...ถึงบริษัทที่เราไปสัมภาษณ์จะไม่ได้ระบุว่าต้องการดู แต่การนำไปเสนอก็น่าจะทำให้เราดูดีขึ้นได้ หรือไม่จริง...
- อาชีพล่าม เงินเดือน สวัสดิการ เหมือนพนักงานประจำไหม
...ล่ามมีสองประเภท คือ
ล่ามชั่วคราว กับล่ามค้างคืน ล่ามประจำ ถ้าเป็นล่ามประจำ ร้อยละ
99.99999... จะได้รับเงินเดือน และสวัสดิการเหมือนพนักงานทั่ว ๆ ไป
เพราะชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นล่ามประจำ ก็คือพนักงานประจำนั่นแหละ
ส่วนล่ามชั่วคราว หรือล่าม Contract/Temporary จะมีการตกลงสัญญาจ้างเป็นช่วงเวลาไป
ว่ากี่วัน กี่เดือน กี่ปี กี่ชาติ (ส่วนใหญ่จะได้รับเงินเดือนที่สูงกว่าล่ามประจำ)
ส่วนเรื่องสวัสดิการก็ขึ้นอยู่กับการตกลงในสัญญานั้น ๆ แต่ร้อยละ
95.123456789... ของล่ามชั่วคราว มักจะได้แค่เงินเดือนน่ะแหละ
ดีไม่ดีถ้าเป็นล่ามประจำรายเดือน เกิดหยุดงานก็โดนหักเงินอีกต่างหาก - -
- อยากทำงานแปลหาได้ที่ไหนบ้างคะ
...แปลการ์ตูน, นิยาย - ติดต่อสำนักพิมพ์
...แปลบทพากย์อนิเม, ละครซีรี่ส์ - ติดต่อสถานีโทรทัศน์ หรือบริษัทที่ทำดีวีดีซีรีส์, อนิเมขาย
- ผมจะเอาเอกญี่ปุ่นแต่มีคนบอกว่าถ้าเก่งแต่ภาษาใครจะไปรับอยากถามว่าจริงหรือเปล่าครับ
...หมายถึงอะไรครับที่ว่าจริงรึเปล่า? แต่ ถ้ามีใครที่ไม่จ้างคุณเป็นล่ามโดยอ้างว่าเป็นเพราะคุณเก่งแต่ภาษาอย่าง เดียวก็อย่าไปสนใจเลยครับ...งานหลักของล่ามคือใช้ภาษานะครับ...อ้อ...มีสมอง นิดนึงด้วยก็ดี...เพราะต้องทำงานเป็นล่าม ไม่ใช่เครื่องแปลภาษานะ...
- จำคำศัพท์จากดิก เป็นล่ามได้มั้ย
...ถ้าจำได้มากพอสมควรก็เป็นได้ครับ แต่จะให้ดีควรมีไวยากรณ์ติดมาด้วยนะครับ เพราะถ้าคนแรกแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นโดยใช้การลำดับคำว่า "ลูกค้า เรา ของที่ขาย ไม่ซื้อ" กับอีกคนแปลว่า "ลูกค้าไม่ซื้อของที่เราขาย" ...คุณคิดว่าเค้าจะจ้างใครครับ คำศัพท์ก็เหมือนตัวโน้ต แต่ถ้าคุณอยากเล่นให้เป็นเพลงที่ไพเราะ ต้องรู้ไวยากรณ์ครับ
- ถ้าจะเป็นล่ามญี่ปุ่น แต่ไม่ได้ภาษาอังกฤษเลย จะเป็นล่ามญี่ปุ่นไทยได้ไหมคะ
...เป็นได้ครับ เพราะหลาย ๆ บริษัทก็ไม่ได้ให้เราแปลญี่ปุ่น - อังกฤษ ส่วนใหญ่จะให้เราแปลแค่ญี่ปุ่น - ไทย หรือ ไทย - ญี่ปุ่น มากกว่า ... ปล.ผมสงสัยวิธีคิดคำถามของคนถามคำถามนี้จังเลยครับ...
- ควรเรียนจบมหาวิทยาลัยในคณะไหนเหรอคะถึงจะใช้ประโยชน์ได้กับการเป็นล่าม
...มหาวิทยาลัยไหนก็ได้ครับ ขอให้ได้เรียนในสาขาภาษาญี่ปุ่นแล้วกัน ยังไงก็ขึ้นอยู่กับตัวผู้เรียนมากกว่า - - เพียงแต่พยายามศึกษาหาความรู้รอบตัวไว้เยอะ ๆ ก็แล้วกันครับ จะได้เพิ่มคุณค่าให้ตัวเองด้วย ^ ^
- จีนกับญี่ปุ่นอันไหนยากกว่ากันครับ/จีนกับญี่ปุ่นจบมาอันไหนหางานได้มากกว่า กันครับ
...ความคิดของผม ผมว่าจีนยากกว่าครับ เพราะผมเรียนภาษาญี่ปุ่นเทอมแรกได้ A แต่พอเรียนจีน เทอมแรกเกือบติด F ส่วนภาษาไหนหางานได้มากกว่า คิดว่าเป็นญี่ปุ่นครับ เงินเดือนล่ามที่เคยเห็นรับสมัคร ของล่ามญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะเริ่มใกล้ ๆ หรือเกินสองหมื่น ส่วนล่ามจีนจะโดนกดอยู่ที่ประมาณหมื่นต้น ๆ เองครับ ถามว่าอันไหนหางานได้มากกว่ากัน ก็เป็นญี่ปุ่นนั่นล่ะครับ ลองดูจากเว็บหางานก็ได้
- อยากปรึกษาว่าทำอย่างไรจึงจะกล้าพูดคะ
...สะกดจิตตัวเองไว้ครับ ว่ายิ่งพูดก็ยิ่งเก่ง ยิ่งผิดก็ยิ่งจำได้ แล้วก็อย่าไปคิดว่าต้องรอให้เก่งมาก ๆ ค่อยพูด เพราะถ้าไม่กล้าพูด ผลลัพธ์จะกลับกัน คือไม่มีวันเก่งครับ...การฟัง พูด อ่าน เขียน เป็นทักษะ หมายถึงยิ่งทำมากยิ่งชำนาญมากนะครับ
- ระดับ4เนี่ยสามารถทำงานอะไรได้บ้างหรอครับทำในร้านอาหารญี่ปุ่นได้ไหมอะครับบอกทีนะ
...ทำได้ทุกอาชีพครับ ตั้งแต่ภารโรงยันนายก...ส่วนทำงานร้านอาหารญี่ปุ่นนั้น ถ้าเป็นร้านในไทย คงได้ เพราะคงไม่ได้ใช้ประโยคซับซ้อนอะไร แต่ถ้าเป็นที่ญี่ปุ่นคงจะลำบาก
เกี่ยวกับเรื่องการแปลให้ถูกไวยากรณ์ กับการแปลให้รู้เรื่อง
* บางท่านอาจคิดว่า ตัวเองยังเป็นล่ามไม่ได้ เพราะยังไม่รู้ไวยากรณ์ที่ถูกต้องมากพอ เลยยังไม่กล้าเป็นล่าม เพราะกลัวคนญี่ปุ่นจะว่า...
ในความเป็นจริง...แน่นอนว่าการแปลให้ถูกตาม หลักไวยากรณ์นั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะถ้าแปลได้ตามไวยากรณ์ ความถูกต้องของเนื้อหาย่อมตามมาเอง...แต่!! แถว ๆ นี้มีล่ามดำน้ำมั่ว ๆ อยู่คนนึง...ไวยากรณ์ก็ง่อน ๆ แง่น ๆ แต่ก็ยังมีบริษัทหลงมาจ้างด้วยเงินเดือนที่ไม่มากแต่ก็ไม่น่าจะสมกะความ สามารถ (ไหน ใคร ใคร (OAO) )
ปกติเวลาผมแปล...ก็ไม่มีใครมาบอกว่า ใช้คำช่วยผิดนะ ใช้ภาษาแปลก ๆ นะ จะมีก็แต่ตัวเองที่แปลเสร็จแล้วก็เอียงหัวงงตัวเอง พูดไปแล้วเพิ่งนึกได้ว่าคำช่วยผิด คำศัพท์ผิด ฯลฯ
เพราะ คนญี่ปุ่นที่เราแปลให้นั้น ... เป็น คนญี่ปุ่นที่ทำงานบริษัท ไม่ใช่อาจารย์ที่สอนในมหาวิทยาลัย หรือโรงเรียนสอนภาษา ที่ต้องเน้นไวยากรณ์ ความรู้ในกระดาษให้ปึ้กเข้าว่า...ส่วนคนญี่ปุ่นที่อยู่ในบริษัท โรงงาน เค้าอยากรู้เนื้อหางานที่เค้าต้องการมากกว่า ... แต่สำหรับบางบริษัท คนญี่ปุ่นที่คอยแก้ไวยากรณ์ให้หลังไมค์ก็มีเหมือนกัน แต่ไม่ใช่เชิงตำหนิ แต่เป็นการแนะนำมากกว่า ไม่ต้องกลัว
...ผู้ที่เป็นล่าม กับผู้เป็นนักแปล มีสิ่งที่เหมือนกัน คือ เป็นผู้ส่งสาร แต่ในด้านความเข้มงวดของความถูกต้องแม่นยำด้านไวยากรณ์ นักแปลจะมากกว่า ส่วนล่าม ถ้ายิ่งใช้ไวยากรณ์ได้ถูกต้องก็ยิ่งเก่งขึ้นเท่านั้น...แต่ถึงไม่ค่อยถูก ไวยากรณ์ ก็เป็นล่ามได้ (เหมือนคนแถว ๆ นี้) ...แต่ก็ต้องหมั่นพัฒนาตัวเองให้พูดได้เข้าที่เข้าทางอยู่ตลอดเวลานะครับ (บอกตัวเองเหอะ -*- )
สิ่งที่ควรกังวลไม่ใช่เรื่องไวยากรณ์ แต่เป็นความถูกต้องของเนื้อหาที่จะแปล เพราะงั้น อย่ามั่ว อย่าแปลไปเรื่อย ไม่เข้าใจให้ถาม อย่าอายที่จะบอกว่า ไม่เข้าใจ ... ไม่งั้นคนไทยกะคนญี่ปุ่นอาจต่อยกันเพราะล่ามแปลผิดก็ได้นา
แต่ไม่ได้บอกว่าไวยากรณ์ไม่สำคัญ...สำคัญอยู่หรอก...แต่ขืนรอให้พูดได้ เหมือนลอกมาจากตำรา คงต้องรอกันอีกนาน...งานการไม่ได้เริ่มกันพอดี... -*-
ตัวอย่างง่าย ๆ ...
สมมติว่าคุณอยู่ญี่ปุ่น แล้วทำกระเป๋าตังค์หาย พาสปอร์ตหาย อยู่ในภูเขา ไม่มีตำรวจ แล้วเกิดหิวข้าวใกล้ตายเต็มที แถวนั้นมีแค่บ้านชาวนาให้อาศัยขอข้าวกิน ... แล้วคุณจำได้แค่คำว่า ข้าว
คุณก็ไปบอกเค้าว่า "ข้าว" ... คุณก็คงได้กินข้าว หรืออะไรที่มันกินประทังชีวิตได้ในทันที... (ถ้าชาวนาไม่ซื่อบื้อ และไม่โหดร้ายเกินไปนัก -*-)
หรือคุณจะคลานกระดื๊บ ๆ ไปร้านหนังสือ เปิดไวยากรณ์ แล้วบอกใครแถวนั้นว่า "ขอข้าวกินหน่อยครับ" ... เรอะ -*-
เพราะงั้น...ภาษา และทักษะของเรา แม้ไม่เลิศเลอ แต่ก็พอกล้อมแกล้มไปได้...ให้คิดงี้จะดีกว่านะครับ...
ยังไงก็พยายามให้เต็มที่ ลงสนามจริงไปก่อนแล้วค่อยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเอาทีหลัง...
เบื้องต้นพยายามใช้ความรู้ที่มีทั้งหมดเพื่อให้คนไทยกับคนญี่ปุ่นสื่อสารกันได้รู้เรื่อง วิธีการพูดอาจไม่เทพ ทุเรศทุรัง แต่ก็พยายามให้เต็มที่
แล้วก็ค่อย ๆ มาเกลาไวยากรณ์ไปเรื่อย ๆ ว่าวันนี้เราพูดผิด แปลผิดตรงไหนบ้าง คำที่เรามักสับสน ต้องระวัง มีอะไรบ้าง...
รึใครจะไม่อยากเกา แคะ แกะ ควัก ไวยากรณ์ให้เมื่อย ไม่อยากเป็นเทพ ... ก็มาเข้าลัทธิล่ามดำน้ำด้วยกันกับคนแถว ๆ นี้ได้นะครับ รับสมัครสมาชิกตลอด 24 ชั่วโมง ค่าธรรมเนียมฟรีตลอดชีพครับ ^ ^
ว่าด้วยกลยุทธ์การสัมภาษณ์งานล่ามภาษาญี่ปุ่น
(หมายเหตุ...ไอ้ที่จะเขียนต่อไปนี้ เป็นวิธีในอุดมคติ...ที่คนเขียนเองก็ยังทำไม่ได้ (อ้าว -*- ) แต่ถ้าทำได้ก็ดี...)
กลยุทธ์ที่หนึ่ง - ท่องๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ประโยคที่คิดจะพูดมาเป็นชุด ๆ
ข้อดี.....ถ้าจำได้หมดเป๊ะ ก็จะทำให้เราดูดี มีสกุล ญี่ปุ่นตะลึง อึ้งไปเรย...
ข้อควรระวัง...ถ้าจำได้มั่งไม่ได้ มั่ง ก็จะเน่า เหมือนทำปืนลั่นใส่ตัวเอง...ตายคาที่...แถมเกิดกะลังร่ายเพลิน ๆ ตามที่ท่องมา พอโดนพูดแทรก ก็ไปต่อไม่ได้ซะอีก...แถมนำไปประยุกต์พลิกแพลงได้ยากยิ่ง...และถ้าท่องอย่าง เดียว ไม่มีการเตรียมตัวสด ก็จะกลายเป็นซูเปอร์ไซย่าร่างสี่ คือเทพได้แค่แป๊บเดียวก็ต้องกลับร่างเดิม...
เพราะฉะนั้น...ท่อง เฉพาะบางเรื่อง ที่ควรท่อง ไม่ใช่ท่องไปทั้งหมด ยังไงคนสัมภาษณ์เค้าก็ไม่ถามตามที่เราคิดไว้ทั้งหมดชัวร์ ๆ ดังนั้น...ท่องแค่เรื่องที่คิดว่าจะได้พูดแน่ ๆ น่าจะดีกว่า...เช่น การแนะนำตัวเองคร่าว ๆ เป็นภาษาญี่ปุ่น แอนด์ ภาษาอังกฤษ...แต่ไม่ต้องไปแนะนำเพื่อนร่วมห้อง คนข้างบ้าน...อันนี้เสียเวลา...แล้วก็ควรท่องไปเรยว่าเราอยากทำอะไร ความหวังในชีวิต สิ่งที่คาดหวังในการทำงาน เพราะเรื่องพวกนี้ต่อให้เค้าไม่ถามแต่ถ้าเรามีจังหวะก็ยิงแ...งเลย (Shout them up) ตามสะดวก อยู่ที่การหาจังหวะในการพูดเท่านั้นเอง...ส่วนการป้องกันการกลับร่างเดิม กระทันหัน ก็ต้องมีการเนียนด้วยการสด และเพิ่มเติมด้วยกลยุทธ์ต่อปาย...
กลยุทธ์ที่สอง - ท่องๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ คำศัพท์ที่คิดว่าจะได้พูดในตอนสัมภาษณ์เอาไว้
ข้อดี...ทำให้ดูเหมือนจะเก่ง จะเทพ...ถึงจะแค่ตอนสัมภาษณ์ก็ยังดี...ยังไงถ้าเราแอ๊บเทพตอนนั้นได้ บริษัทก็ต้องติดกับ ตกลงรับเราเข้าไปแล้วล่ะน่า - -+
ข้อควรระวัง...ถ้าคิดว่าจะพูดไปซะ ทุกเรื่อง สากกะเบือยันเรือเกลือ ก็คงจะท่องไม่ทัน หรือบางทีอาจวืด ท่องศัพท์แนวนึง แต่ตอนสัมภาษณ์ไปคุยกันอีกแนวนึง อาจเกิดอาการแทงหวยไม่ถูก หรือเก็งข้อสอบผิดได้
เพราะฉะนั้น...เตรียมคำศัพท์ที่เราจะพูดโดยดูสองด้าน คือ
- เกี่ยวกับตัวเรา เราจะพูดอะไรนอกเหนือจากเรื่องที่ท่อง ๆ ไว้ในกลยุทธ์ที่หนึ่ง...คำศัพท์ที่ปกติไม่เคยพูด แต่น่าจะได้พูดในตอนสัมภาษณ์ เช่น เราอยากบอกว่าเราเป็นคนร่าเริง มีมนุษยสัมพันธ์ดี ปรับตัวเข้ากับคนรอบข้างได้ง่าย ฯลฯ...ก็อาจจะหาคำศัพท์ที่ร้อยปีพันวันไม่เคยพูดเช่น ร่าเริง มนุษยสัมพันธ์ดี ปรับตัว ...เตรียมเอาไว้ ... เผื่อคนสัมภาษณ์ถามถึงข้อดีข้อเสียของเราให้เราอธิบาย จะได้ไม่ใบ้กิน ข้อเสียไม่มี ข้อดีไม่ปรากฏ หมดโอกาสพรีเซนต์ตัวเองไปอีก...
- เกี่ยวกับการจ้างงาน และบริษัท...ศัพท์นิด ๆ หน่อย ๆ เช่น คำว่าเบี้ยขยัน, สวัสดิการ, ปรับเงินเดือน, ทดลองงาน เอาไว้ใช้เวลาเจรจาเรื่องเงินเดือน, แล้วก็ศัพท์เฉพาะสำหรับบริษัทที่เราไปสัมภาษณ์ ว่าบริษัทนี้ทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร เตรียมคำศัพท์ที่คิดว่าน่าจะได้พูดตอนสัมภาษณ์มาท่องไว้ซะ...อย่างถ้าเป็น บริษัททำปุ๋ยคอก ก็ไปท่องไว้ซะว่าคำว่าปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก เกษตรกรรม เกษตรกร สารเคมี พืช ผัก ผลไม้ แอปเปิ้ล มะละกอ กล้วย ส้ม ฯลฯ...เค้าจะได้ประทับใจว่าเราเทพ เรามีความรู้เกี่ยวกับงานของบริษัท มีความสนใจในธุรกิจของบริษัท...ฯลฯ ขี้หมูขี้หมาก็ดูดีกว่าพูดไม่ได้ซักคำล่ะน่า...
กลยุทธ์ที่สาม - ไม่ต้องใช้คำสุภาพให้มากนัก ถ้าไม่แน่นพอ
กลยุทธ์นี้ไม่มีข้อดี ข้อควรระวัง แต่ที่ต้องแยกมาเพราะกลัวว่าเด็กจบใหม่หลาย ๆ คนจะหลอนว่าถ้าพูดในบริษัทจะต้องมาพูด เดะโกะไซมัส เดะอาริมัส เตะอิตะดะคิมัส ฯลฯมัส ก็ไม่ต้องซีเรียสขนาดนั้น รูปสุภาพถ้าเป๊ะพอก็พูดไป จะทำให้เราดูดี แต่บางทีก็อาจจะทำให้ดูแข็งเกินไป ห่างเหินจนคนสัมภาษณ์อาจไม่กล้าเป็นกันเองกับเราไปซะ หรือถ้าเราไม่แน่นพอ รูปสุภาพที่เราพูดไปอาจกลายเป็นรูปหยาบคายที่มาทำร้ายตัวเองเอาได้นะครับพี่ น้อง...เพราะงั้น ถ้าไม่ใช่เทพตัวจริง หรือไม่จำเป็นจริง ๆ ก็พูดแค่มัส เดส ธรรมดาก็พอ...คนเขียนบล็อกแถว ๆ นี้ก็สัมภาษณ์งานด้วยภาษารูปธรรมดาด้วยซ้ำ (ไร้การศึกษาน่ะนะ -*- ตอนหลัง ๆ ช่วงใกล้ออกจากงานนี่เริ่มพูดภาษาไทยกับคนญี่ปุ่นแล้วด้วย -*- ) สัมภาษณ์ออกก็รูปธรรมดา สัมภาษณ์งานที่ใหม่ก็เป็นรูปธรรมดาปน มัส ๆ เดส ๆ ...เวลาแปลมีตติ้งก็เป็นรูปมัส เดส แต่รูปสุภาพไม่เคยใช้ เพราะกลัวใช้แล้วผิด ชีวิตจะเปลี่ยนเอาได้ง่าย ๆ ...
กลยุทธ์ที่สี่ - ทำตัวตามสบาย สัมภาษณ์งาน ไม่ใช่สอบปากคำ...
ข้อดี...ทำให้เป็นตัวของตัวเอง คนสัมภาษณ์จะรู้สึกได้ถึงความเยือกเย็นที่ส่งผ่านจากตัวเราไปสู่ผู้สัมภาษณ์ (๋ขนาดนั้น -*- ) สัมภาษณ์งานโดยเป็นตัวของตัวเองน่ะดีที่สุดแล้ว เป็นกันเอง สบาย ๆ ไม่เครียด หัวโปร่ง แล่นปรื๊ด การพูดคุยก็จะไหลลื่นได้โดยธรรมชาติ
ข้อควรระวัง...อย่าเป็นตัวของตัวเอง มากเกินไปนัก ทุกอย่างให้อยู่ภายใต้คำว่า กาละเทศะ (เขียนถูกป่าวหว่า -*- ) คงไม่ต้องอธิบายละเอียดนัก...เพราะคนเขียนเองก็ไม่ค่อยเข้าใจคำว่า กาละเทศะนี่เหมือนกัน (อ้าว -*- )
เพราะฉะนั้น...แต่งตัวให้ดูดี วางท่าทีให้ดูได้ พยายามผ่อนคลาย หายใจเข้าลื้....ก ลึก...(อย่าลืมหายใจออกด้วยนา...) ... ต้องคิดไว้ว่าเราเตรียมตัวมาดีที่สุดแล้ว ได้ไม่ได้ช่างแม่ม...เอ้ย ช่างมัน...ไม่ได้มาสอบทุน อย่าไปเครียดมากนัก ไม่ได้บริษัทนี้ เดี๋ยวก็มีบริษัทอื่น มันต้องได้ซักที่ล่ะน่า...ไม่ต้องหวังที่เดียวให้มันมากไป แต่ก็ไม่ใช่ไม่หวังเลยไม่ตั้งใจ...ทำให้เต็มที่ทุกที่ แต่เต็มที่แบบขำ ๆ ...ดีที่สุด (ยังไงกันโว้ย -*- )
กลยุทธ์ที่ห้า - อยากได้เงินเดือนเท่าไหร่ เรียกเผื่อไป เพราะไงก็โดนต่อ...
ข้อดี...จะทำให้ราคาสุดท้ายกลายเป็นราคาที่เราต้องการอย่างแท้จริง
ข้อควรระวัง...เรียกเผื่อมากไประวังอดได้งาน หรือถ้าเรียกเผื่อน้อยไปอย่ามาเสียใจทีหลังล่ะ...
เพราะฉะนั้น...ต้องดูตาม้าตาเรือ ก่อนว่า ตอนนี้เค้าให้กันเท่าไหร่แล้ว...สำหรับเงินเดือนของล่ามภาษาญี่ปุ่นใน ปัจจุบันกาล...ตามข้อมูลอ้างอิงจากสถาบัน monboy01’s candle sitting institute สำรวจเมื่อกี๊ พบว่ามีการจัดอัตราเงินเดือนสำหรับ”เด็กจบใหม่จากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย” ที่มาสมัครงานในตำแหน่งล่ามภาษาญี่ปุ่น (โดยประมาณ) ไว้ตามนี้...
(หมายเหตุ เป็นอัตราเงินเดือนสำหรับต่างจังหวัดเท่านั้น ในกทม.หรือเมืองใหญ่ ๆ จะถูกกว่านี้ เพราะมันอยู่ในเมืองนี่นา - - )
ระดับ 3... 18000 - 25000
ระดับ 2...
22000 - 30000
ระดับ 1... 35000 - 40000
ย้ำอีกครั้งว่าเฉพาะ “เด็กจบใหม่จากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย” ซึ่งอาจมีการผันผวนได้ตามราคาน้ำมันพรายหรือน้ำมันมวยทั้งหลายแหล่ ส่วนเงินเดือนล่ามผู้มีประสบการณ์จะขึ้นอยู่กับวาทศิลป์ส่วนบุคคล จึงไม่ขอนำมาแปะที่นี่ และถ้าใครได้น้อยกว่านี้ก็อย่าน้อยใจไป นี่มันแค่ตัวเลขอ้างอิง ต้องดูความสามารถตัวเองด้วย และแน่นอน ถ้าได้มากกว่านี้ก็ยินดีด้วย แปะๆๆๆ
ตัวอย่าง...อยากได้เงินเดือนแสนแปด ให้ตั้งไว้ที่สองแสน แล้วเดี๋ยวเค้าก็ต่อลงมา อาจจะเหลือแสนเจ็ด หรือแสนหก...เราก็ถามว่าแล้วจะมีโอทีหรือค่าอื่น ๆ มั้ย อย่าให้ราคาสุดท้ายหนีเงินเดือนที่เราต้องการมากนัก ก็จะโอเค...(อันนี้แนะนำเค้าได้ แต่พอถึงตาตัวเองก็ได้น้อยกว่าที่อยากได้ทุกที เพราะไม่เคยตั้งราคาเผื่อต่อเลย TAT )
หมายเหตุ!!!!!!!! อย่าไปซีเรียสกับอัตราเงินเดือนมากนัก ถ้าอยู่ในช่วงของราคาตามตารางข้างบนก็ถือว่าโอเค เพราะสิ่งที่เราจะได้นอกจากเงินเดือนยังมีอีกหลายอย่าง การได้เงินเดือนเยอะไม่ได้หมายความว่าเราประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วนะจ๊ะ โดยเฉพาะเด็กจบใหม่ ทำให้ได้ประสบการณ์ไว้ก่อน มีเงินกินไปวัน ๆ + เหลือเก็บก็โอเคแล้วนา...ขอแค่ให้ได้รับเงินในอัตราที่เราไม่รู้สึกว่าโดน เอาเปรียบก็พอ สิ่งสำคัญกว่าเรื่องเงินเดือนคือ คุณเป็นล่ามที่แปลรู้เรื่อง ถูกต้องแม่นยำ เป็นภาษาคนรึยังครับพี่น้อง (ความเห็นส่วนบุคคลครับทั่น)
ปล.เหมือนเช่นเคย ยาวเป็นกิโลเมตรแบบนี้ ใครอ่านครบทุกตัวอักษรขอให้ยกมือแสดงตัวให้เห็นเป็นบุญตาหน่อยเหอะ
หมายเหตุ...บทความที่นำมาหากินใหม่นี้เขียนขึ้นเมื่อเกือบหนึ่งปีที่แล้ว เป็นตอนที่เจ้าของบล็อกยังหนุ่ม ๆ (?) ยังทำงานเป็นล่ามในโรงงานอยู่เลย และเป็นบทความที่เขียนขึ้นจากความคิดเห็นส่วนบุคคลสำคัญของโลก เพราะงั้นจะไม่รับผิดชอบในความป้ำ ๆ เป๋อ ๆ หรือผิดเพี้ยนของข้อมูลแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อนึ่ง...คิดถึงเป็นอย่างยิ่ง...ไม่ใช่แล้ว! (OAO) ข้อเขียนนี้เขียนขึ้นมาจากความคิดเห็นส่วนบุคคลสำคัญของโลก เพราะงั้นขอเชิญชวนให้นำไปทำซ้ำ ดัดแปลง หรือพิมพ์ขายได้ตามสะดวก แต่ต้องมีค่าเขียนให้ข้าพเจ้าสักแสนสองแสนบาทต่อการพิมพ์หนึ่งครั้งจะเป็นพระคุณอย่างสูง (ได้ข่าวว่ามีแค่ 16 หน้าเวิร์ด -*-)
สุขสันต์วันจันทร์อันรื่นรมย์ครับ (=w=)
(ขนาดไปอยู่จีนเดือนนึงยังเปิดเพลงยุ่น+อ่านสึบาสะได้เพียงน้อยนิด T^T)

#1 By =Souchan แค้นเลือดสาดด= on 2009-05-11 11:54