คำเตือน ๑) เรื่องวันนี้ยาวมาก และน่าเบื่อ ไม่โกรธถ้าไม่อ่าน

คำเตือน ๒) "นิทาน" ที่ขโมยเค้ามาแปะยิ่งน่าเบื่อ

คำเตือน ๓) ถ้าจะอ่าน...โปรดอย่าลืมสโลแกนของบล็อกนี้..."อ่าน ๆ ไปเหอะ อย่าคิดมาก"...

 

หมายเหตุ...เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ไม่เกี่ยวข้องกับบุคคล องค์กร สถานที่ ที่มีอยู่จริงใด ๆ ทั้งสิ้น

 

เรื่องวันนี้มีอยู่ว่า...

 

ผมมีคนรู้จักอยู่คนหนึ่ง เป็นคนไทย ที่พอจะรู้ภาษาญี่ปุ่นในระดับเอาตัวรอดได้แบบทุลักทุเลเต็มที

ครั้งหนึ่งเขาเคยเขียนนิทานที่แช่อิ่มความฝันของตัวเองออกมาเพื่อให้คนกลุ่มหนึ่งอ่าน

นิทานเรื่องนั้นเขาเขียนมันออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่น เป็นนิทานอบด้วยกลิ่นควันของเรียงความ

แม้จะมีแต่กลิ่นของเรียงความตลบอบอวล

แต่พอผมได้ลองชิมแล้วก็รู้สึกว่ารสชาติมันค่อนไปทางนิทานซะมากกว่า

ทำไมผมถึงลิ้นเฝื่อนจนรับรสเรียงความให้เป็นนิทานไปได้นั้น

ก็เพราะว่าเจ้าของเรื่องเขาปรุงรสความฝันที่เป็นเอกลักษณ์ของนิทานซะหนักมือนั่นแหละเป็นสาเหตุ

ดูแล้วคล้าย ๆ จะขายความฝันของตัวเอง แต่ก็ไม่ใช่การขาย

เป็นเหมือนการนำเสนอความฝันในนิทานของเขา

วันนี้ผมเกิดนึกครึ้ม ๆ อารมณ์ไม่อยากหลับไม่อยากนอน

เพราะปั่นการบ้านมาจนใกล้สว่าง (ฮ่วย)

เลยคิดขออนุญาตเจ้าตัวเพื่อนำนิทานเรื่องนั้นมาเล่าให้คนอื่นฟัง

เขาแต่งนิทานของเขาไว้อย่างนี้...

(ผมถือวิสาสะแปลเป็นไทยแบบพิกลพิการเอาเอง อาจไม่ตรงตามต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นเท่าไหร่นัก)

 

 

 

 

...........................................

 

การเรียนวรรณคดีอันเป็นสิ่งสำคัญต่อความฝันของข้าพเจ้า

 

                หากเทียบประเทศไทยในปัจจุบันกับอดีต จะเห็นได้ว่าปัจจุบันมีคนไทยที่รู้ภาษาญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้นพอสมควร ขณะที่โลกปัจจุบันค่อย ๆ ลดขนาดให้เล็กลงเรื่อยมานั้น การรับเอาการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างชาติ, การข้ามวัฒนธรรม รวมไปถึงวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาและปรับใช้นั้นเริ่มมีให้เห็นอยู่ทั่วไป ประเทศไทยก็กลายมาเป็นสังคมลักษณะนั