...นิทานวันนี้...(บันทึกทั่วไป ๔)
posted on 26 Oct 2009 06:12 by monboy01 in Diary
คำเตือน ๑) เรื่องวันนี้ยาวมาก และน่าเบื่อ ไม่โกรธถ้าไม่อ่าน
คำเตือน ๒) "นิทาน" ที่ขโมยเค้ามาแปะยิ่งน่าเบื่อ
คำเตือน ๓) ถ้าจะอ่าน...โปรดอย่าลืมสโลแกนของบล็อกนี้..."อ่าน ๆ ไปเหอะ อย่าคิดมาก"...
หมายเหตุ...เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ไม่เกี่ยวข้องกับบุคคล องค์กร สถานที่ ที่มีอยู่จริงใด ๆ ทั้งสิ้น
เรื่องวันนี้มีอยู่ว่า...
ผมมีคนรู้จักอยู่คนหนึ่ง เป็นคนไทย ที่พอจะรู้ภาษาญี่ปุ่นในระดับเอาตัวรอดได้แบบทุลักทุเลเต็มที
ครั้งหนึ่งเขาเคยเขียนนิทานที่แช่อิ่มความฝันของตัวเองออกมาเพื่อให้คนกลุ่มหนึ่งอ่าน
นิทานเรื่องนั้นเขาเขียนมันออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่น เป็นนิทานอบด้วยกลิ่นควันของเรียงความ
แม้จะมีแต่กลิ่นของเรียงความตลบอบอวล
แต่พอผมได้ลองชิมแล้วก็รู้สึกว่ารสชาติมันค่อนไปทางนิทานซะมากกว่า
ทำไมผมถึงลิ้นเฝื่อนจนรับรสเรียงความให้เป็นนิทานไปได้นั้น
ก็เพราะว่าเจ้าของเรื่องเขาปรุงรสความฝันที่เป็นเอกลักษณ์ของนิทานซะหนักมือนั่นแหละเป็นสาเหตุ
ดูแล้วคล้าย ๆ จะขายความฝันของตัวเอง แต่ก็ไม่ใช่การขาย
เป็นเหมือนการนำเสนอความฝันในนิทานของเขา
วันนี้ผมเกิดนึกครึ้ม ๆ อารมณ์ไม่อยากหลับไม่อยากนอน
เพราะปั่นการบ้านมาจนใกล้สว่าง (ฮ่วย)
เลยคิดขออนุญาตเจ้าตัวเพื่อนำนิทานเรื่องนั้นมาเล่าให้คนอื่นฟัง
เขาแต่งนิทานของเขาไว้อย่างนี้...
(ผมถือวิสาสะแปลเป็นไทยแบบพิกลพิการเอาเอง อาจไม่ตรงตามต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นเท่าไหร่นัก)
...........................................
การเรียนวรรณคดีอันเป็นสิ่งสำคัญต่อความฝันของข้าพเจ้า
หากเทียบประเทศไทยในปัจจุบันกับอดีต จะเห็นได้ว่าปัจจุบันมีคนไทยที่รู้ภาษาญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้นพอสมควร ขณะที่โลกปัจจุบันค่อย ๆ ลดขนาดให้เล็กลงเรื่อยมานั้น การรับเอาการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างชาติ, การข้ามวัฒนธรรม รวมไปถึงวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาและปรับใช้นั้นเริ่มมีให้เห็นอยู่ทั่วไป ประเทศไทยก็กลายมาเป็นสังคมลักษณะนั้นไปด้วยเช่นกัน ข้าพเจ้าคิดว่าคนที่ได้ดูหรือฟัง อนิเม มังงะ เพลง หรือละครทีวี และอยากจะรู้ความหมายของเพลงที่ถูกใจ หรืออยากรู้คำพูดจากอนิเม จนเกิดความรู้สึกอยากเรียนภาษาญี่ปุ่นขึ้นมาคงมีอยู่ไม่น้อย
ข้าพเจ้าคิดว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม การมีความสนใจในเรื่องที่ชอบ และนำมาเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อเริ่มศึกษาด้วยเจตจำนงค์ของตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่แสนวิเศษ เมื่อมีความรู้สึก “อยากเรียน” นั้นแล้ว ก็มีวิธีหลายหลากไม่ว่าจะเป็นการเรียนด้วยตนเอง, เรียนต่อในมหาวิทยาลัย, หรือเข้าเรียนในโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น แต่เป็นที่น่าเสียดาย เนื่องจากคนที่จะเรียนวิชาวรรณคดี ซึ่งเป็นวิชาที่สำคัญต่อการเรียนภาษาญี่ปุ่นนั้นมีอยู่ไม่มากนัก
ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะเหตุผลทำนองว่า “ได้ยินมาว่าวรรณคดีน่ะยาก ขนาดคนญี่ปุ่นยังบอกว่าเป็นวิชาที่ยากเลย” มั่งล่ะ “อยากเรียนอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าไม่ได้เรียนในมหาวิทยาลัยก็หาเรียนที่อื่นได้ยาก” ข้าพเจ้าเองก็ได้เรียนวรรณคดีเมื่อคราวเรียนอยู่มหาวิทยาลัยอยู่เหมือนกัน ตอนเรียนภาษาญี่ปุ่นที่มหาวิทยาลัยนั้น ก่อนอื่นจะเป็นการเรียน ฮิรางานะ คาตาคานะ แล้วก็ คันจิ กับ ไวยากรณ์ หลังจากนั้น พอขึ้นชั้นปีสาม ซึ่งภาษาญี่ปุ่นขึ้นมาอยู่ระดับกลาง ๆ แล้วก็จะมีคาบเรียนประวัติวรรณคดีญี่ปุ่น คาบเรียนในตอนนั้นสำหรับข้าพเจ้าเป็นคาบเรียนที่สนุกและน่าสนใจ อาจารย์ก็ใจดี สอนอย่างสนุกสนาน ข้าพเจ้าได้ฟังเรื่องเกี่ยวกับเจ้าหญิงคางูยะ, ฮิคารุ เก็นจิ อย่างเพลิดเพลิน ข้าพเจ้าเอาแต่ฟังเรื่องเล่าไปเรื่อยทั้ง ๆ ที่ไม่ค่อยเข้าใจ แถมยังคิดว่าตอนสอบก็น่าจะพอผ่านไปได้อีกต่างหาก ครั้นพอถึงตอนสอบเข้าจริง ๆ ก็ทำไม่ค่อยได้ จึงได้เริ่มตระหนักว่าวรรณคดีไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ อย่างที่คิด แถมยังคิดกังวลไปว่าคงมีคนที่วิ่งมาชนกำแพงแห่งความยากเข็ญของวรรณคดีแล้วจะพาลเกลียดวิชานี้อยู่ไม่น้อย
หนึ่งปีหลังจากนั้น ขณะที่ข้าพเจ้าเรียนชั้นปีสี่ ข้าพเจ้าได้เข้าร่วมโครงการโฮมสเตย์ที่ประเทศญี่ปุ่น โครงการนี้มีระยะเวลาราว ๆ หนึ่งเดือนเท่านั้น แต่ก็ยังได้ไปสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ทั้งด้านประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นและวรรณคดี ทั้ง ๆ ที่ข้าพเจ้าได้ไปวัดกินคาคุจิ(วัดเงิน) คินคาคุจิ(วัดทอง) หรือแม้กระทั่งภูเขาไฟฟูจิ แต่เนื่องด้วยข้าพเจ้ามีความรู้ด้านวรรณดีและประวัติศาสตร์ที่อ่อนด้อยเต็มที จึงทำให้มองเห็นเพียงแต่เปลือกนอกของสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านั้นเท่านั้นเอง
ขณะที่ข้าพเจ้าเดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่น ข้าพเจ้าได้นำความรู้สึกสองประการกลับมาด้วย ประการแรกคือ ความประทับใจในความใจดีของคนญี่ปุ่น และความสวยงามของสภาพแวดล้อมในญี่ปุ่น เป็นต้น กับอีกประการหนึ่งคือ ความเสียดายในความรู้ด้านวรรณคดีและประวัติศาสตร์ที่บกพร่องของตนเอง
จากตอนนั้นมาเป็นระยะเวลา 3 ปี ข้าพเจ้าใช้ความประทับใจเป็นแรงกระตุ้นให้พยายามเรียนภาษาญี่ปุ่นกระทั่งสอบผ่านระดับหนึ่งได้เป็นผลสำเร็จ จึงคิดอยากจะเรียนเพื่อมุ่งเสริมความรู้ด้านวรรณคดีและประวัติศาสตร์เป็นลำดับต่อไป ตอนที่จบการศึกษามานั้น ข้าพเจ้าไม่เพียงทำงานเป็นล่ามประจำในโรงงานเท่านั้น แต่ยังรับแปลการ์ตูนเป็นงานอิสระ รวมไปถึงงานสอนภาษาญี่ปุ่นด้วย ข้าพเจ้าสามารถเรียนภาษาญี่ปุ่นได้จากงานทั้งสามงานนี้ได้อีก นอกจากนี้ ในวันเสาร์ ข้าพเจ้ายังไปเข้าเรียนคอร์สภาษาญี่ปุ่นธุรกิจ คอร์สเตรียมสอบวัดระดับหนึ่ง รวมทั้งคอร์สการแปล ที่กรุงเทพฯ อีกด้วย แม้ข้าพเจ้าจะได้เรียนภาษาญี่ปุ่นมาอย่างสุดความสามารถเพื่อพัฒนาทักษะภาษาญี่ปุ่นของตนเองก็ตาม แต่สิ่งที่อยากเรียนใหม่อีกครั้งหนึ่งอย่างวรรณคดีนั้นกลับไม่ได้เรียนอีกเลยแม้แต่น้อย
ความฝันของข้าพเจ้าคือการทำงานเป็นอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นควบคู่กับการเป็นนักแปลอิสระ แม้ว่าถึงตอนนี้ข้าพเจ้าจะได้แปลแต่การ์ตูนก็ตาม แต่ข้าพเจ้าก็อยากจะใช้โอกาสในการเรียนวรรณคดีที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเพื่อพัฒนาความรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับญี่ปุ่น เพื่อให้ได้เป็นนักแปลที่ไม่ว่าจะเป็นหนังสือยากเพียงไหนก็สามารถแปลได้ และเป็นอาจารย์ที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยากขนาดไหนก็สามารถสอนให้เข้าใจง่าย ๆ ได้
ในฐานะนักแปลนั้น ข้าพเจ้ามุ่งหวังว่า เมื่อข้าพเจ้าได้แปลหนังสือที่น่าสนใจและมีประโยชน์จากภาษาญี่ปุ่นให้เป็นภาษาไทยแล้ว คนที่ได้อ่านหนังสือที่ข้าพเจ้าแปลจะอยากอ่านหนังสือเพิ่มขึ้น อยากเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่น หรือเรื่องราวทั่ว ๆ ไปให้มากขึ้น จนกระทั่งคนไทยมีศักยภาพในการเรียนรู้ที่สูงขึ้นเป็นเป้าหมายขั้นสุดท้าย
ส่วนในฐานะอาจารย์ สำหรับคนที่สับสนว่าจะเรียนภาษาญี่ปุ่นดีหรือไม่เรียนดี, คนที่คิดอยากจะลองเรียนภาษาญี่ปุ่น, หรือคนที่เรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่ แต่ไม่อยากเรียนแล้วเพราะความยากของวรรณคดีญี่ปุ่น เป็นต้นนี้ หากตัวข้าพเจ้าซึ่งเคยเรียนไม่ได้ความสามารถอุทิศแรงกายเพื่อกระตุ้นความสนใจ หรือแนะนำการเรียนให้แก่คนเหล่านี้ จนสามารถเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นหรือสังคมได้ ก็เป็นความสุขที่สุดแล้ว
...........................................
นิทานของเขาจบลงแค่ตรงนี้
ถ้าใครเผลอมาลองชิมรสชาติจนหมดถ้วยแล้วยังไม่คิดว่ามันเป็นนิทานก็ไม่เป็นไร
เพราะเราอาจชิมเรื่องนี้กันคนละคำ คนละรสชาติ และคนละจุดมุ่งหมาย
ผมแค่อยากเอาเรื่องนี้มาแปะเอาไว้ ณ วันที่มันยังไม่เป็นเรียงความ
ณ วันที่มันยังคงความเป็นนิทาน
เพราะนับจากวันที่เจ้าของเรื่องแต่งเรื่องนี้ให้ผมอ่าน
ผมยังไม่เห็นเค้าความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
ตัวอักษรในเรื่องนี้ยังคงเป็นความฝัน
ความฝันที่ผมอยากเอาใจช่วยให้เขาทำให้มันกลายเป็นความจริง
หากเจ้าของเรื่องมีความพยายาม อุตสาหะ และความอดทนที่มากพอ
“นิทาน” ของเขาคงจะมีตอนจบ
“นิทาน” ที่แก่ความฝันเรื่องนี้ มันก็จะเป็นความจริงขึ้นมาได้
มันเป็น “นิทาน” เรื่องเดียวที่ผมเพิ่งรู้สึกว่า อยากให้มันได้เป็น “เรื่องจริง"
เป็น "นิทาน" เรื่องเดียว ที่ผมไม่อยากให้มันเป็น "นิทานหลอกเด็ก"
และเมื่อถึงวันนั้น ผมจะเรียกตัวอักษรของนิทานที่แทรกอยู่ระหว่างจุดไข่ปลาทั้งหมดนั้นว่า “เรียงความ”
ขอให้มันมีวันนั้น
หวังว่านะ...
(ภาษาไทยพิกลพิการ แปลมาจากภาษาญี่ปุ่นทุลักทุเลที่ http://www.nihongosociety.info/?p=296 )