monboy01 View my profile

Diary

 

คำเตือน ๑) เรื่องวันนี้ยาวมาก และน่าเบื่อ ไม่โกรธถ้าไม่อ่าน

คำเตือน ๒) "นิทาน" ที่ขโมยเค้ามาแปะยิ่งน่าเบื่อ

คำเตือน ๓) ถ้าจะอ่าน...โปรดอย่าลืมสโลแกนของบล็อกนี้..."อ่าน ๆ ไปเหอะ อย่าคิดมาก"...

 

หมายเหตุ...เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ไม่เกี่ยวข้องกับบุคคล องค์กร สถานที่ ที่มีอยู่จริงใด ๆ ทั้งสิ้น

 

เรื่องวันนี้มีอยู่ว่า...

 

ผมมีคนรู้จักอยู่คนหนึ่ง เป็นคนไทย ที่พอจะรู้ภาษาญี่ปุ่นในระดับเอาตัวรอดได้แบบทุลักทุเลเต็มที

ครั้งหนึ่งเขาเคยเขียนนิทานที่แช่อิ่มความฝันของตัวเองออกมาเพื่อให้คนกลุ่มหนึ่งอ่าน

นิทานเรื่องนั้นเขาเขียนมันออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่น เป็นนิทานอบด้วยกลิ่นควันของเรียงความ

แม้จะมีแต่กลิ่นของเรียงความตลบอบอวล

แต่พอผมได้ลองชิมแล้วก็รู้สึกว่ารสชาติมันค่อนไปทางนิทานซะมากกว่า

ทำไมผมถึงลิ้นเฝื่อนจนรับรสเรียงความให้เป็นนิทานไปได้นั้น

ก็เพราะว่าเจ้าของเรื่องเขาปรุงรสความฝันที่เป็นเอกลักษณ์ของนิทานซะหนักมือนั่นแหละเป็นสาเหตุ

ดูแล้วคล้าย ๆ จะขายความฝันของตัวเอง แต่ก็ไม่ใช่การขาย

เป็นเหมือนการนำเสนอความฝันในนิทานของเขา

วันนี้ผมเกิดนึกครึ้ม ๆ อารมณ์ไม่อยากหลับไม่อยากนอน

เพราะปั่นการบ้านมาจนใกล้สว่าง (ฮ่วย)

เลยคิดขออนุญาตเจ้าตัวเพื่อนำนิทานเรื่องนั้นมาเล่าให้คนอื่นฟัง

เขาแต่งนิทานของเขาไว้อย่างนี้...

(ผมถือวิสาสะแปลเป็นไทยแบบพิกลพิการเอาเอง อาจไม่ตรงตามต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นเท่าไหร่นัก)

 

 

 

 

...........................................

 

การเรียนวรรณคดีอันเป็นสิ่งสำคัญต่อความฝันของข้าพเจ้า

 

                หากเทียบประเทศไทยในปัจจุบันกับอดีต จะเห็นได้ว่าปัจจุบันมีคนไทยที่รู้ภาษาญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้นพอสมควร ขณะที่โลกปัจจุบันค่อย ๆ ลดขนาดให้เล็กลงเรื่อยมานั้น การรับเอาการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างชาติ, การข้ามวัฒนธรรม รวมไปถึงวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาและปรับใช้นั้นเริ่มมีให้เห็นอยู่ทั่วไป ประเทศไทยก็กลายมาเป็นสังคมลักษณะนั้นไปด้วยเช่นกัน ข้าพเจ้าคิดว่าคนที่ได้ดูหรือฟัง อนิเม มังงะ เพลง หรือละครทีวี และอยากจะรู้ความหมายของเพลงที่ถูกใจ หรืออยากรู้คำพูดจากอนิเม จนเกิดความรู้สึกอยากเรียนภาษาญี่ปุ่นขึ้นมาคงมีอยู่ไม่น้อย

 

                ข้าพเจ้าคิดว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม การมีความสนใจในเรื่องที่ชอบ และนำมาเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อเริ่มศึกษาด้วยเจตจำนงค์ของตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่แสนวิเศษ เมื่อมีความรู้สึก “อยากเรียน” นั้นแล้ว ก็มีวิธีหลายหลากไม่ว่าจะเป็นการเรียนด้วยตนเอง, เรียนต่อในมหาวิทยาลัย, หรือเข้าเรียนในโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น แต่เป็นที่น่าเสียดาย เนื่องจากคนที่จะเรียนวิชาวรรณคดี ซึ่งเป็นวิชาที่สำคัญต่อการเรียนภาษาญี่ปุ่นนั้นมีอยู่ไม่มากนัก

 

                ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะเหตุผลทำนองว่า “ได้ยินมาว่าวรรณคดีน่ะยาก ขนาดคนญี่ปุ่นยังบอกว่าเป็นวิชาที่ยากเลย” มั่งล่ะ “อยากเรียนอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าไม่ได้เรียนในมหาวิทยาลัยก็หาเรียนที่อื่นได้ยาก” ข้าพเจ้าเองก็ได้เรียนวรรณคดีเมื่อคราวเรียนอยู่มหาวิทยาลัยอยู่เหมือนกัน ตอนเรียนภาษาญี่ปุ่นที่มหาวิทยาลัยนั้น ก่อนอื่นจะเป็นการเรียน ฮิรางานะ คาตาคานะ แล้วก็ คันจิ กับ ไวยากรณ์ หลังจากนั้น พอขึ้นชั้นปีสาม ซึ่งภาษาญี่ปุ่นขึ้นมาอยู่ระดับกลาง ๆ แล้วก็จะมีคาบเรียนประวัติวรรณคดีญี่ปุ่น คาบเรียนในตอนนั้นสำหรับข้าพเจ้าเป็นคาบเรียนที่สนุกและน่าสนใจ อาจารย์ก็ใจดี สอนอย่างสนุกสนาน ข้าพเจ้าได้ฟังเรื่องเกี่ยวกับเจ้าหญิงคางูยะ, ฮิคารุ เก็นจิ อย่างเพลิดเพลิน ข้าพเจ้าเอาแต่ฟังเรื่องเล่าไปเรื่อยทั้ง ๆ ที่ไม่ค่อยเข้าใจ แถมยังคิดว่าตอนสอบก็น่าจะพอผ่านไปได้อีกต่างหาก ครั้นพอถึงตอนสอบเข้าจริง ๆ ก็ทำไม่ค่อยได้ จึงได้เริ่มตระหนักว่าวรรณคดีไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ อย่างที่คิด แถมยังคิดกังวลไปว่าคงมีคนที่วิ่งมาชนกำแพงแห่งความยากเข็ญของวรรณคดีแล้วจะพาลเกลียดวิชานี้อยู่ไม่น้อย

 

                หนึ่งปีหลังจากนั้น ขณะที่ข้าพเจ้าเรียนชั้นปีสี่ ข้าพเจ้าได้เข้าร่วมโครงการโฮมสเตย์ที่ประเทศญี่ปุ่น โครงการนี้มีระยะเวลาราว ๆ หนึ่งเดือนเท่านั้น แต่ก็ยังได้ไปสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ทั้งด้านประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นและวรรณคดี ทั้ง ๆ ที่ข้าพเจ้าได้ไปวัดกินคาคุจิ(วัดเงิน) คินคาคุจิ(วัดทอง) หรือแม้กระทั่งภูเขาไฟฟูจิ แต่เนื่องด้วยข้าพเจ้ามีความรู้ด้านวรรณดีและประวัติศาสตร์ที่อ่อนด้อยเต็มที จึงทำให้มองเห็นเพียงแต่เปลือกนอกของสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านั้นเท่านั้นเอง

 

                ขณะที่ข้าพเจ้าเดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่น ข้าพเจ้าได้นำความรู้สึกสองประการกลับมาด้วย ประการแรกคือ ความประทับใจในความใจดีของคนญี่ปุ่น และความสวยงามของสภาพแวดล้อมในญี่ปุ่น เป็นต้น กับอีกประการหนึ่งคือ ความเสียดายในความรู้ด้านวรรณคดีและประวัติศาสตร์ที่บกพร่องของตนเอง

 

                จากตอนนั้นมาเป็นระยะเวลา 3 ปี ข้าพเจ้าใช้ความประทับใจเป็นแรงกระตุ้นให้พยายามเรียนภาษาญี่ปุ่นกระทั่งสอบผ่านระดับหนึ่งได้เป็นผลสำเร็จ จึงคิดอยากจะเรียนเพื่อมุ่งเสริมความรู้ด้านวรรณคดีและประวัติศาสตร์เป็นลำดับต่อไป ตอนที่จบการศึกษามานั้น ข้าพเจ้าไม่เพียงทำงานเป็นล่ามประจำในโรงงานเท่านั้น แต่ยังรับแปลการ์ตูนเป็นงานอิสระ รวมไปถึงงานสอนภาษาญี่ปุ่นด้วย ข้าพเจ้าสามารถเรียนภาษาญี่ปุ่นได้จากงานทั้งสามงานนี้ได้อีก นอกจากนี้ ในวันเสาร์ ข้าพเจ้ายังไปเข้าเรียนคอร์สภาษาญี่ปุ่นธุรกิจ คอร์สเตรียมสอบวัดระดับหนึ่ง รวมทั้งคอร์สการแปล ที่กรุงเทพฯ อีกด้วย แม้ข้าพเจ้าจะได้เรียนภาษาญี่ปุ่นมาอย่างสุดความสามารถเพื่อพัฒนาทักษะภาษาญี่ปุ่นของตนเองก็ตาม แต่สิ่งที่อยากเรียนใหม่อีกครั้งหนึ่งอย่างวรรณคดีนั้นกลับไม่ได้เรียนอีกเลยแม้แต่น้อย

 

                ความฝันของข้าพเจ้าคือการทำงานเป็นอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นควบคู่กับการเป็นนักแปลอิสระ แม้ว่าถึงตอนนี้ข้าพเจ้าจะได้แปลแต่การ์ตูนก็ตาม แต่ข้าพเจ้าก็อยากจะใช้โอกาสในการเรียนวรรณคดีที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเพื่อพัฒนาความรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับญี่ปุ่น เพื่อให้ได้เป็นนักแปลที่ไม่ว่าจะเป็นหนังสือยากเพียงไหนก็สามารถแปลได้ และเป็นอาจารย์ที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยากขนาดไหนก็สามารถสอนให้เข้าใจง่าย ๆ ได้

 

                ในฐานะนักแปลนั้น ข้าพเจ้ามุ่งหวังว่า เมื่อข้าพเจ้าได้แปลหนังสือที่น่าสนใจและมีประโยชน์จากภาษาญี่ปุ่นให้เป็นภาษาไทยแล้ว คนที่ได้อ่านหนังสือที่ข้าพเจ้าแปลจะอยากอ่านหนังสือเพิ่มขึ้น อยากเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่น หรือเรื่องราวทั่ว ๆ ไปให้มากขึ้น จนกระทั่งคนไทยมีศักยภาพในการเรียนรู้ที่สูงขึ้นเป็นเป้าหมายขั้นสุดท้าย

 

                ส่วนในฐานะอาจารย์ สำหรับคนที่สับสนว่าจะเรียนภาษาญี่ปุ่นดีหรือไม่เรียนดี, คนที่คิดอยากจะลองเรียนภาษาญี่ปุ่น, หรือคนที่เรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่ แต่ไม่อยากเรียนแล้วเพราะความยากของวรรณคดีญี่ปุ่น เป็นต้นนี้ หากตัวข้าพเจ้าซึ่งเคยเรียนไม่ได้ความสามารถอุทิศแรงกายเพื่อกระตุ้นความสนใจ หรือแนะนำการเรียนให้แก่คนเหล่านี้ จนสามารถเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นหรือสังคมได้ ก็เป็นความสุขที่สุดแล้ว

...........................................

 

 

นิทานของเขาจบลงแค่ตรงนี้

ถ้าใครเผลอมาลองชิมรสชาติจนหมดถ้วยแล้วยังไม่คิดว่ามันเป็นนิทานก็ไม่เป็นไร

เพราะเราอาจชิมเรื่องนี้กันคนละคำ คนละรสชาติ และคนละจุดมุ่งหมาย

ผมแค่อยากเอาเรื่องนี้มาแปะเอาไว้ ณ วันที่มันยังไม่เป็นเรียงความ

ณ วันที่มันยังคงความเป็นนิทาน

เพราะนับจากวันที่เจ้าของเรื่องแต่งเรื่องนี้ให้ผมอ่าน

ผมยังไม่เห็นเค้าความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย

ตัวอักษรในเรื่องนี้ยังคงเป็นความฝัน

ความฝันที่ผมอยากเอาใจช่วยให้เขาทำให้มันกลายเป็นความจริง

หากเจ้าของเรื่องมีความพยายาม อุตสาหะ และความอดทนที่มากพอ

“นิทาน” ของเขาคงจะมีตอนจบ

“นิทาน” ที่แก่ความฝันเรื่องนี้ มันก็จะเป็นความจริงขึ้นมาได้

มันเป็น “นิทาน” เรื่องเดียวที่ผมเพิ่งรู้สึกว่า อยากให้มันได้เป็น “เรื่องจริง"

เป็น "นิทาน" เรื่องเดียว ที่ผมไม่อยากให้มันเป็น "นิทานหลอกเด็ก"

และเมื่อถึงวันนั้น ผมจะเรียกตัวอักษรของนิทานที่แทรกอยู่ระหว่างจุดไข่ปลาทั้งหมดนั้นว่า “เรียงความ”

ขอให้มันมีวันนั้น

หวังว่านะ...

 

(ภาษาไทยพิกลพิการ แปลมาจากภาษาญี่ปุ่นทุลักทุเลที่ http://www.nihongosociety.info/?p=296 )

 

 

 

 

 

วัน นี้ เป็น วัน หยุด 

ถึง จะ มี ฝน ตก ตอน บ่าย แต่ พอ ถึง ตอน เย็น

ฝน ก็ หยุด แล้ว

ฉัน เลย ให้ หมา พา ออก ไป เดิน เล่น

ฉัน มี หมา หนึ่ง ตัว ชื่อ ปัง 

แต่ หมา จาก บ้าน ยาย ชอบ มา บ้าน ฉัน

พวก มัน ชื่อ สไปรท์ กับ แด่น

แต่ ฉัน ชอบ เรียก ปัง ว่า ไอ้ เตี้ย

เรียก สไปรท์ ว่า ไอ้ หน้า ขาว

และ เรียก ไอ้ แด่น ว่า ไอ้ แหลม

เพราะ มัน ชอบ เสนอ หน้า

 

 

 

หน้า บ้าน ฉัน มี ถนน โรย ด้วย ลูก รัง 

คน เลย เรียก ว่า ถนน ลูก รัง

ติด กับ ถนน มี คลอง

หน้า บ้าน ฉัน ก็ เลย มี ทั้ง คลอง ทั้ง ถนน ลูก รัง

 

 

บ้าน ฉัน อยู่ ใกล้ บ้าน ยาย

เดิน มา ทาง ถนน ลูก รัง แค่ ไม่ กี่ นา ที

ก็ ถึง บ้าน ยาย

ฉัน ชอบ เรียก ว่า บ้าน ยาย

แต่ ที่ จริง ก็ เป็น บ้าน ตา ด้วย เหมือน กัน

ที่ บ้าน ยาย (และ ตา) เลี้ยง หมา อีก สอง ตัว

ชื่อ ฝรั่ง กับ เป๊บ ซี่

 

 

 

ฉัน เดิน ออก ทาง ประ ตู หลัง บ้าน ยาย

หลัง บ้าน ยาย มี โคก 

บน โคก มี ต้น ไม้ หลาย ต้น 

ทั้ง มะ พร้าว และ ต้น หญ้า

แต่ ถนน บน โคก เป็น ถนน ก้อน กรวด 

ไม่ ใช่ ถนน ลูก รัง เหมือน หน้า บ้าน

 

 

พวก เรา ออก ไป เดิน เล่น ด้วย กัน

มี ฉัน ไอ้ เตี้ย ไอ้ แหลม ไอ้ ไปรท์ ไอ้ หรั่ง ไอ้ เป๊บ ซี่

รวม หก ตัว

ไอ้ แหลม จับ หนู ได้

แต่ ฉัน สง สาร เลย หลอก ให้ มัน ปล่อย หนู

หนู หนี ไป ไอ้ แหลม หา หนู ไม่ เจอ

สม น้ำ หน้า มัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า

 

 

หลัง บ้าน ฉัน เป็น ทุ่ง นา 

แต่ ช่วง นี้ เป็น หน้า น้ำ ขึ้น

ทำ ให้ นา หลัง บ้าน กลาย เป็น ทะ เล สาบ

ใน นา มี บัว ด้วย

เคย มี คน บอก ว่า บน โลก มี ประ เทศ ชื่อ นา มี เบีย

ฉัน เคย ได้ ยิน ชื่อ ประ เทศ นา มี เบีย

แต่ ฉัน ไม่ เคย เห็น นา มี เบีย

ฉัน เคย เห็น แต่ นา มี บัว

มัน คง คล้าย คล้าย กัน

 

 

ฉัน เห็น น้า ที่ เป็น เพื่อน บ้าน ยาย มา เก็บ สาย บัว

น้า ใส่ งอบ 

งอบ ใบ ละ ไม่ กี่ บาท

แต่ ที่ กรุง เทพ 

ฉัน เห็น เขา ขาย ใน ห้าง กัน ใบ ละ หลาย ร้อย

ถ้า ฉัน เอา ไป ขาย คง รวยน่า ดู

 

 

เรา เดิน มา สัก พัก ก็ ถึง ศา ลา เขียว ประ จำ หมู่ บ้าน

สมัย ก่อน ศา ลา นี้ มี หลัง คา สี เขียว

เลย เรียก ศา ลา เขียว ต่อ ต่อ กัน มา

ถึง เปลี่ยน หลัง คา เป็น สี แดง ก็ ยัง เรียก ศา ลา เขียว อยู่ ดี

ฉัน ไม่ รู้ ว่า มี ใคร แปะ สติ๊ก เกอร์ ไว้ รึ เปล่า

อย่าง เช่น "ศา ลา นี้ สี เขียว"  ทำ นอง นี้

 

 

เรา อยู่ ตรง ศา ลา พัก หนึ่ง แล้ว ก็ เริ่ม เดิน กลับ

ฉัน มอง ดู ท้อง ฟ้า ดู ก้อน เมฆ

เมฆ วัน นี้ เป็น รูป อะ ไร นะ 

ฉัน ดู แล้ว ก็ สง สัย

 

 

พอ เดิน มา ถึง ท้าย นา 

ปัง ก็ หยุด เดิน เหมือน จะ ดู ว่า ฉัน จะ ไป ทาง ไหน

เพราะ ตรง นั้น มี ทาง ข้าม ไป อีก ฝั่ง

แต่ ฉัน ขี้ เกียจ เห็น มัน ไป กัด กับ หมา ฝั่ง ตรง ข้าม

เลย ตัด สิน ใจ เดิน กลับ เข้า บ้าน ยาย

 

 

ปัง เป็น หมา ตัว เมีย

พูด ให้ สุ ภาพ ก็ คือ เป็น สุ นัข ผู้ หญิง

ฉัน จำ ไม่ ได้ ว่า ปัง กี่ ขวบ แล้ว

แต่ รู้ สึก ว่า มัน ไม่ โต ขึ้น เลย

ตัว แค่ นี้ มา นาน แล้ว เหมือน กัน

ฉัน เลย เรียก มัน ว่า ไอ้ เตี้ย

แถม มัน ยัง ดู บวม กว่า แต่ ก่อน

บาง ครั้ง ฉัน เลย เรียก มัน ว่า ไอ้ อ้วน ด้วย

 

 

เว ลา ปัง วิ่ง ฉัน เห็น มัน ก้าว ขา แปลก แปลก

ขา มัน ส่าย ซ้าย ส่าย ขวา ไป มา

ไม่ เหมือน หมา ตัว อื่น อื่น

 

 

พอ ฉัน หยุด

ปัง ก็ หยุด

พอ ฉัน เดิน

ปัง ก็ เดิน

พอ ฉัน จะ ถ่าย รูป

ปัง ก็ ยิ้ม ให้ กล้อง

 

 

เรา สอง ตัว เดิน กลับ มา ถึง บ้าน ยาย แล้ว

บรร ยา กาศ ดู อึม ครึม ชะ มัด

พอ ฉัน เห็น ก้อน เมฆ

ฉัน แอบ นึก ถึง บ้าน ทรง ไทย ใน หนัง ผี

แต่ นี่ มัน บ้าน ยาย ฉัน นี่ หว่า

มี ผี ที่ ไหน

มี แต่ คน กับ หมา

 

 

พอ เรา เดิน กลับ มา ที่ บ้าน ฉัน

ฉัน ก็ เจอ ป้า คน หนึ่ง

ท่า ทาง เหมือน ข้า ราช การ เกษียณ อา ยุ

ที่ แท้ ก็ แม่ ฉัน เอง

แม่ เพิ่ง กลับ มา จาก ข้าง นอก พอ ดี

แม่ ถาม ฉัน ว่า ถ่าย รูป อะ ไร

ฉัน บอก ว่า ถ่าย รูป บ้าน

แต่ ฉัน โก หก 

ที่ จริง ฉัน ตั้ง ใจ จะ ถ่าย รูป แม่ มา ลง บล็อก

ฮ่า ฮ่า ฮ่า

 

บ้าน ฉัน มี ต้น ไม้ เยอะ แยะ 

แม่ ชอบ ปลูก ต้น ไม้

อะ ไร ก็ ไม่ รู้ ระ โยง ระ ยาง

บาง ครั้ง แม่ ก็ เอา ไอ้ ที่ ยาว ยาว นั่น

มา มัด เหมือน มัด ผม

ดู แปลก ดี

 

 

ฉัน เหนื่อย แล้ว เลย คิด ว่า จะ ขึ้น บ้าน

แต่ สไปรท์ ยัง ไม่ เหนื่อย 

ดู เหมือน มัน ยัง อยาก เดิน เล่น ต่อ

ฉัน เลย พา มัน เดิน ไป ทาง หลัง บ้าน

เรา เดิน ผ่าน โรง ไม้

โรง ไม้ ที่ ฉัน ช่วย แม่ จัด เมื่อ วาน ซืน

โรง ไม้ มี ไม้ มี เรือ

โรง ไม้ มี ของ เยอะ แยะ

โรง ไม้ มี หนู มี จิ้ง จก มี แมลง มี กิ้ง ก่า

โรง ไม้ มี แมง ป่อง มี ตะ ขาบ มี งู มี แมง มุม มี คาง คก

ฉัน เจอ ทั้ง หมด ตอน จัด ของ เมื่อ วาน ซืน

เมื่อ วาน ซืน ฉัน โดน แมง ป่อง ต่อย เป็น ครั้ง แรก ด้วย

ปวด อิ๊บ อ๋าย

 

 

พวก เรา เดิน ไป สำ รวจ เนิน ดิน หลัง บ้าน

แต่ ฝน เพิ่ง ตก ทำ ให้ ดิน เละ

ฉัน กลัว เปื้อน เลย รีบ ลง มา

เพราะ ฉัน ไม่ อยาก อาบ น้ำ

 

 

 
เรา เดิน เล่น ไป ทาง ถนน หลัง บ้าน สัก พัก

พอ ใกล้ มืด ก็ เดิน กลับ มา

ฉัน เลย เพิ่ง สัง เกต เห็น

ว่า หลัง คา บ้าน มี เสา อา กาศ

ให้ ความ รู้ สึก เหมือน

บ้าน ตัว เอง เป็น บ้าน บัง คับ วิท ยุ

เป็น บ้าน ทรานส ฟอร์ เมอร์

ว่า แล้ว ก็

ถ่าย รูป บ้าน เก็บ ไว้ อีก รูป นึง

ฉัน รัก บ้าน ฉัน จัง เลย

 

 

 

แด่...臼井儀人...

posted on 22 Sep 2009 01:09 by monboy01  in Diary

 

 

 

 

 

 

 

 เห็นกันอยู่เมื่อเช้า      สายตาย

 

 

 

 สายอยู่สุขสบาย   บ่ายม้วย

 

 

 

 

บ่ายรื่นชื่นรวยราย  เย็นดับ ชีพแฮ

 

 

 

 

เย็นเล่นกับลูกด้วย  ค่ำม้วยอาสัญ...

 

 

 

 

 

พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง

 

 

 

โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี

 

 

 

 

นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์

 

 

 

สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

 

 

 

 

 

 

สกู๊ปพิเศษเกี่ยวกับผู้เขียน และการ์ตูนเครยอนชินจังโดยสังเขป

(ภาษาญี่ปุ่น) 

 

 

 

 


















...ขอให้ดวงวิญญาณของคุณ 臼井儀人 (よしと うすい) จงไปสู่สุคติ...
 
 
 
ถึงจะอ่านชินจังไม่ครบทุกตอน แต่ก็สนุกครับ (= =)

Recommend